




| การพัฒนาตนเองเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ |
|
|
| เขียนโดย saengchan kalam | |
| อาทิตย์, 17 กุมภาพันธ์ 2008 | |
|
มนุษย์ จิต สมอง
การศึกษามีความหมายในทางวิชาการซึ่งผู้ที่ศึกษาตั้งใจจะค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษ
และค้นคว้าข้อมูลมาเพื่อให้ตอบสนองและสนับสนุนต่อสิ่งที่ตนเองสนใจในเรื่องนั้นๆ ถ้าสมองพิการหรือเส้นใยสมองมีน้อย
หรือสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก จิตก็ไม่มีเครื่องมือในการสั่งการ
หรือสั่งการไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้บุคคลนั้นอาจเป็นคนปัญญาอ่อน ออทิสติก
หรือป่วยเป็นโรคพิการทางสมองไม่สามารถบัญชาการให้ร่างกายเคลื่อนไหว
รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของร่างกายได้ แต่จิต
หรือใจยังทำงานอยู่แต่เรามองไม่เห็นเพราะจิตนั้นเป็นนามธรรม
ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ ถ้าศึกษาประวัติของคนที่ตายแล้วฟื้นหลายคนจะบอกคล้ายกันว่าตอนที่ตนเองตายรู้ว่าตนเองออกจากร่างแล้วเห็นตัวเองนอนอยู่
ตอนนั้นไม่รู้สึกว่ามีร่างกายแต่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ได้ หรือมีคนพาไปที่อื่น
ถ้าทำดีก็จะได้ไปในที่ที่ดี ถ้าทำชั่วไว้ก็จะพาไปรับทุกข์ตามที่ตนเองได้ทำไว้
เมื่อกลับเข้ามาในร่างจึงรู้สึกเจ็บ
รู้สึกว่ามีร่างกาย ซึ่งในทางพุทธศาสนาจิตกับวิญญาณคือสิ่งเดียวกัน
แต่วิญญาณใช้เรียกเมื่อจิตที่ไม่มีร่างกายแล้ว หรือตายแล้ว
เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายมากน้อยเพียงใด
ถ้าคนที่ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ก็จะเชื่อเรื่องตายแล้วไม่สูญ (ยกเว้นคนหรือพระสงค์ที่จิตเข้าถึงภาวะนิพพาน
เมื่อสิ้นร่างกายแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก) ตายแล้วจะไปรับผลที่ตนเองทำกรรมไว้
เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนคนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ
ตายแล้วจิตก็ดับไปพร้อมกับร่างกายก็ไม่แปลก เพราะเรื่องของจิตใจ หรือวิญญาณ
เป็นเรื่องของนามธรรม มันไม่มีรูปร่าง ถ้าคนที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องของจิต
หรือวิญญาณ ก็จะไม่เชื่อ หรือเชื่อก็แบ่งรับแบ่งสู้
มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน
ถึงร่างกายจะดูว่ามีหน้าตา ลักษณะภายนอกคล้ายกันเหมือนเช่นคู่แฝด หรือพี่กับน้อง
แต่จิตก็ต่างกัน ซึ่งทำให้คนมีนิสัย ความชอบ ความถนัด บุคลิกลักษณะ แตกต่างกันไป ผู้เขียนมีประสบการณ์ของพี่กับน้องที่เป็นผู้ชายทั้งคู่ ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวของผู้เขียน พี่ชายเป็นคนพูดน้อย ชอบไปลักขโมยของๆคนอื่นเพื่อเอาไปขายแล้วนำเงินไปซื้อกาวมาดม ชอบสังสรรค์ สนุกสนาน ไม่ชอบเรียน บางครั้งเก็บตัวเงียบไม่ยอมพูดกับใคร ใครให้ช่วยอะไรก็ไม่สนใจ การที่ไปลักขโมยทำให้มีตำรวจมาจับแต่เนื่องจากมีอายุแค่ 14 ปี จึงถูกส่งให้ไปอยู่ที่สถานพินิจเด็ก พ่อแม่ต้องเสียเงินในการไปขึ้นศาลและค่ารถในการไปเยี่ยมในสถานพินิจ ส่วนน้องชายอายุ 10 ปี ชอบเรียนหนังสือและใฝ่รู้ ช่วยงานบ้านได้ เป็นคนพูดเพราะ มีสัมมาคารวะ และไม่เคยขโมยของของคนอื่น ซึ่งเป็นตัวอย่างที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนของพี่กับน้อง และมีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าจิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ส่วนสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยง
ดูเป็นส่วนเสริมให้มนุษย์มีการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
ถ้าได้รับการเลี้ยงดูที่ดี ก็จะเป็นคนที่ดี เห็นคุณค่าของตนเองและคนอื่น
แต่ถ้าการเลี้ยงดูที่ขาดการเอาใจใส่จากพ่อแม่หรือคนรอบข้าง อยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมก็จะเป็นคนที่มีปัญหาตามมา
อาจสร้างปัญหาให้กับสังคมด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับจิตด้วยว่าพื้นฐานของจิตเขาเป็นแบบไหน
เพราะมีตัวอย่างของพี่กับน้องดังที่กล่าวไปแล้ว ที่เลี้ยงดูมาคล้ายกัน อยู่ด้วยกัน
เรียนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกัน คนเลี้ยงคนเดียวกันซึ่งไม่เคยสอนให้ไปขโมยของใคร
ก็ยังแสดงถึงความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
อะไรคือความต้องการของมนุษย์?
หลายท่านคงไม่ปฏิเสธว่าความต้องการของมนุษย์คือ
ต้องการให้ตนเองมีความสุข
แต่ความสุขของมนุษย์ที่ว่านั้นแล้วแต่ว่าจิตจะมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นอย่างไร
บางคนบอกว่าต้องการให้ตนเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
บางคนบอกว่าอยากให้ตนเองมีความสุข เพื่อนและครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
หรือบางคนก็บอกว่าตนเองมีความสุขและก็ปรารถนาที่จะให้คนอื่นทั้งที่เป็นญาติตนและที่ไม่ใช่ญาติตนมีความสุขด้วย
ความสุขคืออะไร?
สภาพของความสุขนั้นเป็นอย่างไร
และเกิดขึ้นที่ใด ตามความคิดของผู้เขียนความสุข
เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่จิตซึ่งจิตในขณะมีความสุขจะเกิดได้เมื่อมีความสบายกาย
สบายใจ อิ่มเอมใจ ไร้ทุกข์ไร้ความกังวล ปราศจากแรงกดดัน
ได้รับสิ่งที่ถูกจริตหรือถูกใจตนเอง และแสดงออกทางกายเช่น ยิ้ม หัวเราะ
ร่างกายแข็งแรง ถ้าเกิดขึ้นในเด็กเล็ก เด็กก็จะสร้างใยสมองได้ดี
ส่งผลให้เรียนรู้และจดจำได้ดี
มีสมาธิมากขึ้น ถ้าเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง
สมรรถนะในการทำงานดี มีสมาธิดี แต่เท่าที่ทราบยังไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะได้รับแต่ความสุขตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา
เพราะทุกคนมีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล
เงินและทรัพย์สมบัตินำมาซึ่งความสุขหรือไม่?
จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินและทรัพย์สมบัติให้ผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า
แท้จริงแล้วเงินและทรัพย์สมบัตินั้นนำมาซึ่งความสุขหรือไม่
เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นการจำลองสถานการณ์จากเรื่องจริงที่มีให้เห็นทั่วไปในสังคมไทยปัจจุบัน
เหตุการณ์ที่หนึ่ง มีผู้จัดการโรงงานทำเสื้อผ้าแห่งหนึ่งเป็นคนตั้งใจทำงาน
สามารถตั้งบริษัทเกี่ยวกับการผลิตเสื้อผ้าได้ และยังมีบริษัทอื่นๆ อีก
เขาเป็นนักธุรกิจที่ฝันอยากเป็นเศรษฐีที่ยิ่งใหญ่
เขาขยายโรงงานมาที่ต่างจังหวัดโดยหาอาคารว่างเช่าและทำเป็นโรงงานเย็บผ้าส่งออก
เพราะค่าแรงในต่างจังหวัดถูก สามารถช่วยลดต้นทุนได้มาก
เมื่อเริ่มเปิดทำการทุกอย่างก็ปกติดี แต่สิ่งที่เขาแสดงออกกับคนงาน เช่น
คิดค่าแรงเป็นรายชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นก็ยากแสนเข็ญ
ค่าแรงในแต่ละวันไม่ถึงค่าแรงขั้นต่ำในต่างจังหวัดเสียอีก
และไม่ยอมสอนงานให้กับคนที่มาทำงานใหม่ จะรับเฉพาะคนที่เป็นงานหรือเก่งแล้ว
แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดน้อยคนนักที่จะทำงานเก่งและคล่อง ส่วนใหญ่ต้องมาฝึกกันทั้งนั้น
และไม่มีการบอกว่าเมื่อไหร่จึงจะผ่าน ต้องเย็บได้เท่าใดจึงจะถือว่าผ่านงาน
เมื่อผู้จัดการมาก็มีแต่จะมารับงานอย่างเดียว ไม่มีการจูงใจคนงาน
ไม่รับรู้ปัญหาภายในโรงงาน หัวหน้างานที่ส่งมาจากโรงงานใหญ่ทำงานหนักมาก
ต้องทำงานทั้งกลางวัน กลางคืน มีปัญหาอะไรผู้จัดการจะจี้ไปที่หัวหน้างานอย่างเดียว
เมื่อหัวหน้างานทำงานหนักก็ประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์หกล้ม
ผู้จัดการไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลย มีครั้งหนึ่งที่คนงานในโรงงานเสียชีวิตถึงสองคน
ก็ไม่คิดที่จะช่วยเหลืออย่างใดเลย มาถึงก็จะมารับงาน เช็คงาน ไม่รับรู้ความรู้สึกของคนในโรงงานที่ขวัญหายกับการเสียชีวิตของเพื่อน
ถึงตอนนี้คนในโรงงานเริ่มถามหาประกันสังคมซึ่งจะคุ้มครองในการรักษาพยาบาลหากเกิดเจ็บป่วย
แต่ผู้จัดการโรงงานทำเฉยไม่สนใจ เขาค่อยๆรอให้คนงานทยอยออกไปเอง
และเลิกเช่าโรงงาน และได้ย้ายโรงงานไปตามบ้านของคนที่พอจะเป็นงานให้ทำเป็นงานเหมา
เพื่อว่าเขาจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าโรงงาน และไม่ต้องมารับผิดชอบค่าประกันสังคม
แต่ชาวบ้านก็ไม่ไหวเพราะค่าจ้างเย็บถูกมากจึงเลิกล้มการเย็บผ้าของผู้จัดการคนนี้ไป
ผู้จัดการโรงงานที่แสนเค็มก็ไม่มีใครช่วยทำงานให้จึงต้องกลับไปพึ่งโรงงานใหญ่เหมือนเดิม
ซึ่งโรงงานใหญ่ก็ต้องจ่ายค่าแรงให้เท่ากับที่อื่นๆ
และต้องมีสวัสดิการทุกอย่างเหมือนโรงงานอื่น
ค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิมอีกจนแทบขาดทุน
เพราะเขาไม่ได้วางแผนว่าจะต้องกลับมาพึ่งโรงงานใหญ่อีก
การผลิตงานให้กับผู้สั่งสินค้าก็ทำไม่ทัน หาคนงานเพิ่มก็ไม่ได้ เขาเริ่มเครียด
ความเห็นแก่เงินนั้นทำให้เขาเศร้าหมอง วันวันคิดแต่ว่าตนเองต้องจ่ายเงินเท่าไหร่
และจะได้กำไรเท่าไหร่ ไม่มีใครคบ
เพราะเวลาพูดกับใครก็พูดถึงแต่กำไรและเงินจากการขายผลิตภัณฑ์ในโรงงาน
ไม่เคยถามถึงสารทุกข์สุขดิบของคนอื่นรวมทั้งญาติพี่น้องก็ไม่ใส่ใจ จนเขาเป็นโรคจิตอ่อนๆ
และเริ่มขาดทุน ทรัพย์สินที่หามาได้ก็ทยอยขาย ลูกเมียก็ไม่เคารพ
เริ่มที่จะเบื่อหัวหน้าครอบครัว และออกไปทำงานอย่างอื่น
ทุกคนในครอบครัวเบื่อฟังเรื่องเงินเรื่องทอง
จนสุดท้ายผู้จัดการโรงงานก็ไม่เหลืออะไรเลย ทั้งทรัพย์สิน ลูกเมียและญาติพี่น้อง
เหตุการณ์ที่สอง เป็นชายหนุ่มที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วเข้าไปเรียนกฎหมายในกรุงเทพฯ
ครอบครัวของเขาค่อนข้างมีฐานะ
แต่พ่อของเขาได้เสียชีวิตในช่วงที่เขาจะเข้าเรียนปริญญาตรีในกรุงเทพ
และแม่ของเขาก็ได้แต่งงานมีสามีใหม่ บางครั้งก็นำทรัพย์สินที่มี ไปให้สามีใหม่ใช้
ชายหนุ่มที่เป็นลูกก็ไม่พอใจที่คนใช้สมบัตินั้นกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ
จึงอยากให้แม่ของตนนำเงินมาให้ตนเองมากๆแม่จะได้มีเงินน้อยลง
เขาจึงขอเงินแม่ทีละมากๆ ตนเองก็ใช้เงินในการเที่ยวเตร่เฮฮา เลี้ยงเพื่อนฝูง
มีเพื่อนมาก แต่ดีที่เขาตั้งใจเรียนจนจบ เมื่อเรียนจบแล้วเขาทำอาชีพทนายความ
แต่ขณะนั้นก็ยังใช้เงินเก่ง ติดนิสัยเที่ยวกับเพื่อนฝูงอยู่ และยังไม่พอใจแม่
มีวันหนึ่งเขานั่งรถยนต์ไปธุระกับเพื่อนที่สนิทคนหนึ่ง ชายหนุ่มเป็นคนขับ
ในระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนที่นั่งไปด้วยกันเสียชีวิตคาที่
และนอนตายคาตักชายหนุ่ม เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ชายหนุ่มเกิดสงสาร
และสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
เพราะตอนที่เพื่อนนอนบนตักตนเองก็ไม่คิดว่าเพื่อนจะเป็นหนักถึงกับเสียชีวิตทั้งที่ก่อนตายเพื่อนยังไม่ได้สั่งเสียดูเหมือนเพื่อนอยากจะพูดกับตนเองก็ชิงสิ้นใจไปก่อน เขาจึงหาทางออกโดยการบวชเพื่อศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรม
และอุทิศส่วนบุญให้เพื่อนที่เสียชีวิต ชายหนุ่มก็ไม่ถือสาเรื่องของแม่
และเข้าใจว่าเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย เพราะชีวิตจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
นั่งรถมาด้วยกันยังตายต่อหน้าต่อตา ตายแล้วก็เอาทรัพย์สินเงินทองไปไม่ได้
หลังจากนั้นเขาก็ตั้งใจทำงาน ประกอบอาชีพทนายความอย่างตั้งใจ
ช่วยเหลือคนที่ทุกข์ร้อนจากคดีความ ไม่ได้สนใจเรื่องค่าจ้าง พอช่วยได้เขาก็ช่วย
ถ้ามีเงินจ้างเขาก็รับค่าจ้าง
ต่อมามีคนเห็นความสามารถของเขาในการว่าความก็มีคนมาติดต่อให้ว่าความให้
ฐานะของเขาก็ดีขึ้น เมื่อได้เงินมาเขามักจะทำบุญ ดูแลแม่ ช่วยเหลือคนยากจน
และช่วยงานกุศลโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และเป็นมิตรกับทุกคน
เป็นที่นับถือของคนทั่วไป
จากเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมานี้
ท่านผู้อ่านคงตัดสินใจเองได้ว่า ทรัพย์สินเงินทองนำความสุขมาให้เราได้จริงๆ
หรือไม่ ซึ่งสมบัติในที่นี้รวมไปถึงชื่อเสียง และเกียรติยศด้วย
อะไรที่มนุษย์ควรให้ความสนใจเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
มนุษย์จะต้องอยู่ร่วมกัน
พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมทั้งพึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้
ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน มนุษย์เกื้อหนุนต่อสัตว์
พืช และสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลาย สัตว์ก็ต้องพึ่งพามนุษย์ พืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
พืชก็ยังต้องพึ่งสัตว์รวมทั้งมนุษย์ ดวงอาทิตย์ และสิ่งที่ไม่มีชีวิต
เพื่อการดำรงชีวิต และที่สำคัญมนุษย์ก็ต้องเกื้อหนุนมนุษย์ด้วยกันเอง
สงครามและการสู้รบกันแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีการแข่งขันชิงความเป็นผู้ชนะและชิงความมีอำนาจ
ยึดตัวเองเป็นใหญ่และคิดว่าตนเองเก่ง
สร้างประโยชน์ส่วนตนและเกิดความเสียหายให้กับส่วนรวมทั่วโลก เมื่อมองเฉพาะในองค์กรซึ่งเป็นที่ทำงานของคนหลายคนเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรนั้นประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายนั้น
จำเป็นอย่างยิ่งที่คนที่ทำงานร่วมกันจะต้องมีพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
ดังคำถามที่เกี่ยวกับความรู้สึกกับการกระทำบางอย่าง
ให้ท่านพิจารณาและแสดงความคิดเห็น ดังต่อไปนี้
1) ท่านชอบคบกับคนที่เป็นมือปืนหรือไม่
หรือถ้าเพื่อนเรามีอาชีพฆ่าสัตว์เราจะทำอย่างไร
2) ลูกหลานท่านชอบลักขโมย
หยิบของของคนอื่นแล้วเอามาเป็นของตนเอง ท่านชอบหรือไม่ แล้วท่านจะทำอย่างไร
3) ถ้าพี่สาวเรามีสามีแล้ว
สามีช่วยดูแลลูกและช่วยหาเลี้ยงครอบครัวเป็นอย่างดี แต่พี่สาวไปมีสามีใหม่
ทิ้งลูกให้อยู่กับพ่อโดยไม่สนใจเลยและลูกก็มีปัญหาเนื่องจากไม่ได้รับความอบอุ่นเต็มที่
ท่านชอบหรือไม่
4) เพื่อนเราพูดคำหยาบ
พูดไม่เพราะ พูดให้คนอื่นเสียหาย หรือแตกแยก เราชอบหรือไม่
5) เพื่อนที่ทำงานดื่มสุรามาทุกวัน
ไม่สามารถทำงานได้ ให้ทำงานกับหน่วยงานอื่นก็สร้างความเสียหายให้กับหน่วยงาน
ขับรถก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง บางวันก็ขาดงาน ท่านชอบหรือไม่
จากตัวอย่างที่กล่าวมา
5 ข้อนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมีเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
ซึ่งเรียกว่าศีลห้านั่นเองคือไม่ฆ่า ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดคำหยาบ
ไม่พูดโกหก และไม่เสพของมึนเมา แต่นอกเหนือจากนั้น ถ้าจะพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
จะต้องประกอบด้วยคุณธรรมนอกเหนือจากห้าข้อ ดังจะยกตัวอย่างการแสดงออกของคน
ให้ท่านพิจารณาเองว่าการแสดงออกของคนแบบใดที่ท่านอยากเข้าใกล้และอยากพูดคุยด้วย
คุณธรรมที่จะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
1) มีบางครั้งที่รับปากคนอื่นแล้วทำไม่ได้
หรืออาสาแล้วทำไม่เต็มที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองรับมา
ส่วนสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบจะตั้งใจทำเต็มที่
2) คิดว่าตนเองเก่ง
สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นคิดและทำ
ตัวเองทำหมด หรือถ้าให้คนอื่น มักจะสั่งให้คนอื่นทำโดยไม่ให้คนอื่นช่วยคิด
ถ้าหากผิดพลาดมาก็จะโยนความผิดให้คนที่ตนเองสั่ง
ถ้าคนอื่นทำอะไรก็จะมีข้อตำหนิได้เสมอ แต่ตัวเองไม่มีผิดเลย
เมื่อช่วยคนอื่นแล้วมักจะเอามาพูดทีหลังว่าได้ช่วยคนอื่น
จ่ายเงินไปหรือหมดไปเท่าไหร่ บางครั้งทำบุญบริจาคเงินก็ยังพูดว่าทำบุญไปเท่าไหร่
ซึ่งแสดงถึงการเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไป
3) มักจะหนักใจเสมอเวลาจะทำอะไร
มองเห็นปัญหาและอุปสรรคมากมาย ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินยิ่งหนักใจ
คิดว่าถ้าไม่มีเงินแล้วทำอะไรไม่ได้ เกิดทุกข์ร้อนถ้าขาดเงิน
คิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ เชิดชูคนที่มีเงินและทรัพย์สมบัติ และคิดว่าตนเองต้องหาเงินและหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มขึ้นอีก
ยินดีที่จะคบกับคนมีชื่อเสียง ไม่ค่อยสนใจหรือดูถูกคนที่ไม่ค่อยมีเงิน
ดูคนมักจะดูที่การแต่งกายเครื่องประดับ
4) ชอบหาทางที่จะไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตน
มองหาประโยชน์ตนเองปกป้องผลประโยชน์ให้กับตนและลูกอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มองคนอื่นแต่มองเห็นความต้องการของตนเป็นหลัก
พยายามหาหนทางที่จะให้ตนเองดูโดดเด่น
จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีความสามารถเหมือนกันและมีความต้องการที่จะแสดงความสามารถของเขาเหมือนกับที่เราเป็น
5) ชอบใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาต่างๆ
เป็นคนโกรธง่าย บางครั้งผูกพยาบาทและจ้องจะเอาคืนคนที่ตนเองไม่พอใจด้วยวิธีการต่างๆ
6) ทำงานทุกอย่างเต็มที่
เมื่อมีปัญหาก็คิดว่าสามารถแก้ได้ ประสานงานกับคนอื่นได้
เมื่อมีผลงานก็ยกผลงานให้ทีมของตน ไม่คิดว่าตนเองดีคนเดียว
และรับผิดชอบแล้วจะทำอย่างเต็มที่ มีความพยายามและอดทนต่อปัญหาและอุปสรรค
และมักจะพัฒนาตนเองและองค์กรเสมอ
7) ชอบช่วยเหลือคนอื่น
มีความเอื้อเฟื้อต่อคนในครอบครัว เพื่อน และญาติ
ช่วยอนุเคราะห์คนอื่นเมื่อถึงคราวจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ
เมื่อช่วยแล้วไม่เคยเอามาพูดให้คนอื่นฟังว่าตนเองช่วยไปเท่าไหร่ หมดไปเท่าไหร่
และจะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขามีความสุขอย่างจริงใจ
จากตัวอย่างของการแสดงออกข้างต้น ท่านคงตัดสินใจได้ว่าคนแบบไหนที่ท่านอยากพูดคุยด้วย เข้าใกล้แล้วรู้สึกสบายใจ และอยากจะคบเป็นเพื่อน และมีคุณธรรมอะไรบ้างที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จะเห็นว่าทั้ง 7 ข้อนั้น 2 ข้อสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนมีคุณธรรมที่ทำให้มนุษย์ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นความพยายาม อดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่นำเรื่องเงินมาเป็นที่ตั้งของการดำเนินชีวิต มีความยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี และพยายามพัฒนาความสามารถของตนเอง ถ้าเป็นคุณธรรมขั้นสูงคือสามารถช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มใจ ไม่เลือกว่าชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งจากคุณธรรมที่กล่าวมานั้น สามารถใช้ได้กับครอบครัวเช่นกัน ถ้าหากคนในครอบครัวขาดศีลห้าข้อแล้วครอบครัวก็จะไม่ก่อเกิดความรัก ความอบอุ่น และถ้าเราเลี้ยงลูกโดยใช้หลักการพึ่งพาซึ่งกันและกันใช้คุณธรรมเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ โดยไม่ยึดเรื่องเงินเป็นหลัก การที่เลี้ยงลูกด้วยเงิน หรือพูดเรื่องเงินซ้ำซาก จะทำให้ทุกคนเบื่อหน่าย ดังที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นแล้วว่าเงินไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต้องการ เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยอย่างจริงใจ ช่วยแล้วไม่เอามาพูดอีกว่าช่วยเท่าไหร่ การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง การตั้งใจจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตน และพัฒนาตนเองเสมอๆ สิ่งที่ดีอื่นๆ ก็จะตามมาเอง ได้รับความสุขและพึงพอใจในตนเอง ทำให้มีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง การมีคุณธรรมที่กล่าวมานั้น เป็นการพัฒนาจิตหรือยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น นั่นถือว่าเราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสามารถที่จะอยู่กับครอบครัว ที่ทำงานและสังคมโลกอย่างมีความสุข แสงจันทร์ กะลาม |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|