| นายกเยี่ยมโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา |
| เขียนโดย ครูอ้อน | |||||||||
| อังคาร, 14 กรกฎาคม 2009 | |||||||||
|
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2552 หนึ่งในภาระกิจของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจงานยังพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ณ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เวลา 11.10น. บางส่วนของ รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” พิธีกร ตอนนี้เรากำลังเดินทางไปที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา นายกรัฐมนตรี ก็เป็นโรงเรียนซึ่งคุณมีชัย วีระไวทยะ และอีกหลาย ๆ ท่านมาพัฒนา ประสบความสำเร็จในแง่ของคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากว่าโรงเรียนที่มีความสำเร็จ ต่อไปก็จะเป็นที่ต้องการของคน จะได้ไม่อยู่เฉพาะกรุงเทพฯ หรือเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ท่านก็อยากมาลองทำที่นี่ ท่านคุยกับผมมานานแล้วบอกว่ามาบุรีรัมย์เมื่อไหร่ อยากให้แวะไป วันนี้เสียดายเวลาสั้นไปนิดหนึ่ง อย่างน้อยก็ไปทักทายเป็นกำลังใจให้เขา
พิธีกร หัวใจหรือตัวปรัชญาที่สำคัญที่เปลี่ยนไปในเรื่องการศึกษาที่ท่านกำลังคิดกับเรื่องระบบการศึกษาของเรา โดยเฉพาะที่ลำปลายมาศคือเด็กเล็ก เด็กชั้นประถม มันคืออะไรอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าหลายคนก็มีความกังวลมากว่าระบบการศึกษาเรายังมีจุดอ่อน จุดอ่อนก็มีตั้งแต่อ่อนแข็งทางวิชาการ แต่ว่าสำคัญกว่านั้นคือ ถ้ามองในภาพที่ใหญ่กว่านั้น คนจะห่วงว่ายังไม่ได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะ มีความสามารถในสิ่งที่ควรจะมีในยุคปัจจุบัน อาจจะมีการเรียนการสอนที่ให้ความรู้เรื่องท่องจำ เรื่องอะไรค่อนข้างมาก ในการฝึกให้แก้ปัญหา ฝึกให้ปรับตัว ฝึกในเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นทักษะต่อชีวิตน้อยไป แต่เราก็เห็นใจ เพราะว่าทุกโรงเรียนก็มุ่งที่จะแข่งขันกันเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตรงนั้นเป็นเรื่องที่กำลังแก้อยู่ ผมได้ให้ท่านรัฐมนตรีศึกษากับทางที่ประชุมอธิการบดีกำลังหาข้อยุติว่าจะปรับ ปรุงระบบตรงนี้ได้อย่างไร และต้องเป็นเรื่องของค่านิยมด้วย คือถ้าเรายังมีค่านิยมว่า ทุกคนจะต้องเรียนให้จบ ดร. จะต้องเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยนั้น มหาวิทยาลัยนี้ จะเข้าเรียนคณะนั้นคณะนี้ และก็แย่งกันเข้า ผมว่ามันไม่ใช่การศึกษาที่จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ คน ที่จริงแล้วแต่ละคนก็ต้องค้นหาตัวเองก่อน อย่างผม ๆ โชคดีผมก็ตัดสินใจว่าอยากเป็นนักการเมือง ผมก็เรียนเป็นการเมือง ผมไม่ได้มีความรู้สึก ถ้าผมเรียนวิทยาศาสตร์ดีกว่าสังคมศาสตร์ ผมต้องไปเรียนทางด้านหมอ ทางด้านวิศวะ อย่างนี้เป็นต้น ผมก็ตัดสินใจของผมว่าเรียนทางการเมือง ผมเชื่อว่าคุณก็คงถึงจุดหนึ่งก็มีความรู้สึกว่าอยากทำงานสื่อ หรืออยากทำงานอะไรก็แล้วแต่ และอยากจะมีเสรีภาพในการที่จะเลือกที่จะทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด มากกว่าที่จะต้องมากดดันอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันหมด มาสอบแข่งขัน และดูว่าใครจะไปได้ไกลกว่ากัน พิธีกร ตอนผมเด็ก ๆ ผมสับสนนะครับ แต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่สับสนเลย ท่านมีความชัดเจน นายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้เรียกว่าสับสนหรอกครับ ผมคิดว่าคนเราก็จะมีความอยาก ความสงสัย เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้แปลก แต่ผมว่าพอถึงจุดหนึ่ง ผมพูดง่าย ๆ ว่าพอก้าวเข้าสู่ประมาณ ม.ต้นต่อ ม.ปลาย ผมอยากเห็นเด็กสามารถเริ่มคิดในเชิงเป้าหมายของชีวิตของตัวเอง อยากจะทำอย่างนั้น อยากจะทำอย่างนี้ ก็ยังถูกระบบ คิดแต่เพียงว่าสอบให้ได้เกรดเท่านี้ เพื่อที่จะขึ้นไปชั้นต่อไป เพื่อที่จะดูว่าจะเลือกอะไรได้บ้าง อยากจะให้มองไปข้างหน้าเลย ซึ่งอันนี้จะต้องกระตุ้นจากระบบการศึกษา ให้ค้นพบตัวเอง มีการแนะแนว มีการให้ทำกิจกรรม มีการให้สัมผัสกับของจริง หลายคนไม่รู้เลยว่าอาชีพที่ดูบนกระดาษดีนะ แต่พอไปทำจริงไม่ชอบ และเสียโอกาสไป ของพวกนี้ครับคือสิ่งที่อยากจะเอาเข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งจะมีความเป็นจริง มีความสอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น และจริง ๆ แล้วโรงเรียนต้องมีความหลากหลายมาก ชุมชนเล็ก ชุมชนใหญ่ ชุมชนในเมือง ชุมชนห่างไกล มันไม่น่าจะต้องมาเรียนเหมือนกัน ทำเหมือนกัน บางเรื่องต้องเหมือนกัน ทักษะพื้นฐานเท่านั้นเอง ภาษา คณิตศาสตร์ อะไรอย่างนี้ แต่อย่างอื่นจะต้องเปิดโอกาสให้มีความหลากหลายยืดหยุ่น ให้การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขามากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายมาก พิธีกร คือในเชิงหลักการ ความจริงก็มีคนพูดมากเยอะ พูดมาบ่อย นายกรัฐมนตรี พูดมาเยอะครับ แต่ว่าตัวระบบเป็นอุปสรรคอยู่ ซึ่งคราวนี้ผมบอกว่าต้องตั้งเป้าหมายกันให้ชัด และเร่งเดินหน้าอย่างเต็มที่ ก็ยังหวังว่าเที่ยวนี้จะดีขึ้น พิธีกร สมัยที่ท่านนายกฯเป็นเด็ก สิ่งที่ทำให้ท่านมีความชัดเจนมาจากตัวเลข หรือว่ามาจากอิทธิพลจากแรงบันดาลใจจากอะไรบ้าง นายกรัฐมนตรี มันเป็นเหตุการณ์ สภาวะแวดล้อม บรรยากาศบ้านเมือง เพราะผมเริ่มมาสนใจก็คือพอเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา เริ่มมีเลือกตั้ง เริ่มมาประชุมสภาฯ ถ่ายทอดอะไรต่าง ๆ เราก็เริ่ม มันเป็นเรื่องที่เราสนใจขึ้นมา อย่างนี้ครับ และบังเอิญบรรยากาศของโรงเรียน ผมอยู่สาธิตจุฬา เขาก็ส่งเสริม ขณะนั้นกระตุ้นให้เด็กสนใจเรื่องประชาธิปไตย เราก็สนใจเรื่องพวกนี้ตลอด พิธีกร ถ้าย้อนกลับมามองเด็กในปัจจุบัน โดยภาพรวมว่ามักจะถูกข้อกล่าวหาอยู่เสมอว่าค่อนข้างจะเหลวไหล ไร้สาระ นายกรัฐมนตรี ผมเองเป็นคนหนึ่งซึ่งบอกว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับคนทุกรุ่น คนแต่ละรุ่นเขาก็เติบโตมาภายใต้สภาวะแวดล้อมในสังคมที่แตกต่างกันไป แต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีความแตกต่าง ผมไม่เชื่อครับว่าคนรุ่นหลังหรือคนรุ่นใหม่ เขาจะมีพื้นฐานที่ด้อยกว่าเรา หรือคนรุ่นก่อนในเรื่องอะไรก็ตาม มันอยู่ที่ว่าเราจะพึ่งเขาได้อย่างไร เพราะฉะนั้น อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญซึ่งกำลังจะต้องทำต่อไป คือในประเด็นที่เขาพูดถึงเรื่องการสร้างสรรค์พื้นที่ดี ไล่พื้นที่เสีย คำว่า “พื้นที่” มีทั้งเชิงกายภาพ กายภาพหมายความว่าเราทำลานกีฬา เราทำพิพิธภัณฑ์ เราทำเวทีให้เด็กมาแสดงออกทางดนตรีไหม มาไล่พื้นที่ซึ่งเราไม่อยากให้เขาไปอยู่ เช่น อบายมุขต่าง ๆ แหล่งมั่วสุม และพื้นที่ในสื่อ ถ้าเราทำพื้นที่ให้สื่อ เราก็จะสามารถกระตุ้นให้เขามีความตื่นตัว มีความสนใจใฝ่ดีได้ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปมองว่านี่เป็นปัญหาของเขา มันน่าจะมองว่าเป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคนมากกว่า จะกระตุ้นเขาอย่างไร ผมยกตัวอย่างว่าอย่างอาทิตย์ที่ผ่านมา มีข่าวน้องนก ไปชนะวิมเบิลดัน ผมก็อยากให้อันนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน ว่านี่คือระดับโลกนะ ไปถึงได้ แต่ต้องสนใจใฝ่ดี อย่างนี้เป็นต้น พิธีกร ท่านนายกฯ เคยมาตอนที่ไม่ได้มีการเตรียมการอย่างนี้บ้างไหมครับ นายกรัฐมนตรี ก็จะมาหาเสียงครับส่วนใหญ่ ถามว่าต้องมีเตรียมการบ้างในแง่ของการจัดเวที ในเรื่องของการปราศรัยหรืออะไร แต่ว่าเราก็ไม่ได้มีสถานะดี ตำแหน่งอะไร ก็คงไม่เหมือนอย่างนี้ครับ พิธีกร จริง ๆ เลยท่านนายกฯ เคยเข้าไปเห็น เข้าไปดูไหมครับ นายกรัฐมนตรี ก็มีครับ บางทีเราก็เดินทางเข้าไปในชนบท ไปดูปัญหาสภาพความเป็นอยู่ และต้องความต้องการของประชาชน ก็ทำอยู่เป็นระยะ ๆ ครับ แต่ว่าสภาพในแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป อย่างโรงเรียน ผมเคยขึ้นไปโรงเรียนที่อยู่บนเขาเล็ก ๆ มีนักเรียนอยู่อาจจะ 10 กว่าคน มีครู 2 คน เดินทางลำบากมากกว่าจะขึ้นไป ตรงนี้จะเป็นภาพที่เรามองเห็นชัดเลยว่า เวลาจะคิดเรื่องการจัดการศึกษา มันไปคิดเหมือนกับอยู่ในพื้นที่ปกติไม่ได้เลย เพราะตัวเลขก็จะไม่บอกอะไร ตัวเลขจะบอกว่าครูต่อนักเรียนทำไมสัดส่วนสูงดี ก็ต้องไปดู และมีปัญหาอื่น ๆ เรื่องโภชนาการอาหารการกิน ผมไปตอนนั้นเด็กตัวเล็ก จนแบบตกใจ เราอยู่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ก็มีปัญหาคือเด็กตัวใหญ่เกินไป อ้วนเยอะ มันก็อย่างนี้ล่ะครับ มันจะมีความหลากหลายอยู่ตลอดเวลา ทุกชุมชน ทุกสังคม จะมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น พิธีกร เรา กลับมาที่เรื่องน้ำนิดหนึ่งครับ ตอนที่นั่งอยู่บนเครื่องบินถ้ามองลงมา หรือตอนที่ระหว่างที่เราขับรถผ่านก็ได้ ตอนนี้บุรีรัมย์สีเขียวนะครับ ท่านนายกฯ ได้พูดกับผมบนเครื่องบินนิดหนึ่งว่า ความจริงแล้วปัญหาความแห้งแล้งของอีสาน ไม่ใช่เรื่องการขาดแคลนปริมาณน้ำฝน แต่เป็นเรื่องวิธีการกักเก็บ การบริหารจัดการ นายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นโจทย์สำหรับการทำงาน และเป็นส่วนหนึ่งที่ไทยเข้มแข็งพยายามจะตอบโจทย์ คือการเร่งมุ่งทำเรื่องของแหล่งน้ำที่ชาวบ้านรอคอยมานาน ที่จริงใครเป็นผู้แทนอยู่ ผมเป็นมาเกือบจะ 20 ปี จะรู้เลยว่าเรื่องบางเรื่องดันกันทุกปี แล้ง ท่วม ของแพง พืชผลถูก หนี้สิน ที่ทำกิน แล้วก็มีการศึกษามาตลอดเวลาว่า ต้องมีการทำแหล่งน้ำใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ บางแผนกันไป 10 ปี 20 ปี 30 ปี แต่ปรากฏว่าระบบการจัดงบประมาณตามปกติ ต้องเฉลี่ย ๆ กันไป ในที่สุดบางทีก็เหมือนได้ทีละนิดได้ทีละหน่อย เคยมีคนคำนวณว่าที่เคยศึกษาไว้เรื่องแหล่งน้ำกว่าจะทำเสร็จไม่ใช่ 20 ปี อาจจะเป็น 50-60 ปีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เฉพาะครั้งนี้เราถือว่าเป็นการกระตุ้นครั้งใหญ่ในการที่จะเอาเรื่องของแหล่ง น้ำเข้ามา มีเป้าหมายอะไรที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ที่ได้ประโยชน์จากแหล่งน้ำให้ได้ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ก็กำหนดเป็นเป้าหมายไปเลย และก็เอาโครงการที่มีความพร้อมผลักดันขึ้นมาก่อน ผมก็คิดว่าครั้งนี้น่าจะเป็นการลงทุนครั้งสำคัญ แล้วจะช่วยให้พี่น้องซึ่งปัจจุบันขาดระบบเรื่องของชลประทานหรือน้ำ จะมีโอกาสได้ประโยชน์จากตรงนี้มากขึ้นจำนวนมากเลย พิธีกร วิธีการจัดการเป็นอย่างไรครับ แหล่งน้ำขนาดเล็กหมายความว่า นายกรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วโครงการทั้งหลาย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขามีไว้เพียงพออยู่แล้ว แต่คล้าย ๆ ว่าแต่ละปีจะต้องมานั่งลุ้นกันว่าจะได้หรือไม่ได้งบประมาณ ตรงนี้เราก็บอกว่าอันไหนศึกษาดีแล้ว อันไหนมีความพร้อมที่จะลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรวบรวมมา และจับให้มีการกระจายไปให้ทั่วถึงตามสมควร และก็อนุมัติ อันนี้เขาก็จะมีความหลากหลายของมันเอง เพราะมันไม่ใช่ลักษณะโครงการที่จะบอกว่าเป็นโครงการเหมือนกันหมดในทุก พื้นที่ พิธีกร ตามสภาพภูมิประเทศ นายกรัฐมนตรี ตามสภาพของผังประเทศ ตามสภาพของธรรมชาติ เป็นเรื่องว่าน้ำอยู่ตรงไหน พื้นที่ที่จะรับประโยชน์จากการกระจายน้ำอยู่ตรงไหนอย่างไร พิธีกร มีหมู่บ้านต้นแบบที่ผมเคยเข้าไปดูที่บุรีรัมย์ เขาเรียกว่าหมู่บ้านลิ่มทอง ผมจำอำเภอไม่ได้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่สามารถจัดการเรื่องทรัพยากรน้ำได้อย่างดี เพราะในอดีตหมู่บ้านนั้นเป็นหมู่บ้านที่แล้งซ้ำซาก จนเป็นที่มาของคำว่า “บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” แต่ว่าชาวบ้านเขาใช้วิธีเดินสำรวจ และเจรจาด้วยกัน เพราะต้องใช้พื้นที่ ตัวการทำงานของเขาก็คือเอาชุมชนเข้ามาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และวิธีการของเขาคือขุดเป็นแก้มลิง เป็นแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก โดยที่ใช้เงินต้นทุนในการทำถูกมาก ประมาณสัก 1,000 กว่าไร่หรือ 3,000 ไร่ต่อ 1 ล้านกว่าบาท ท่านนายกฯ มีแนวคิดในเรื่องการกระจายความรับผิดชอบไปให้ชุมชนอย่างไร นายกรัฐมนตรี โครงการชุมชนพอเพียงซึ่งเราปรับมาจาก SML มีลักษณะที่บรรยายมาเมื่อสักครู่นี้ ใช่เลย คือเป็นโครงการที่ชาวบ้านเอาปัญหาตัวเองมาเป็นตั้งตั้ง มีเป้าหมายที่สอดคล้องกับความเป็นจริง คือเข้าหลักของความพอเพียง แล้วก็เป็นคนสำรวจความต้องการอะไรต่าง ๆ เองแล้วเสนอมา อันนี้จะตรงเลย แล้วอยากจะเห็นการริเริ่มแบบนี้ในหลาย ๆ ชุมชน ผมก็ยังหวังว่าชุมชนพอเพียงที่เริ่มต้นไป ช่วงแรกอาจจะช้าหน่อย เพราะต้องปรับโครงการให้เข้ากับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในที่สุดก็จะมีโครงการในลักษณะแบบที่บรรยายมาเพิ่มขึ้น ๆ พิธีกร ท่านนายกฯ เชื่อไหมครับว่าวิธีการทำแก้มลิงแบบที่ในหลวงพระราชทาน สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้ นายกรัฐมนตรี ผมเชื่อนะครับ ผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะ คือจะบอกว่าจะแก้ปัญหาได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม คงไม่ใช่ แต่ว่าโดยสภาพความเป็นจริงของทรัพยากรที่เรามี ผมถือว่าเราเองมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร แต่การบริหารจัดการไม่มี เราก็ต้องหาความพอดี เพราะบางทีถ้าเราจะไปบริหารจัดการแล้วเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีก ซึ่งก็เป็นปัญหาของโครงการขนาดใหญ่ เราก็ต้องหาความพอดีตรงนี้ แต่ผมเชื่อว่าสภาพที่เป็นอยู่ของภาคเกษตรเรา ก็จะดูจากผลผลิตต่อไร่ จะดูจากการจัดการที่ดี โครงสร้างพื้นฐานเข้ามา มันยังปรับปรุงได้อีกมาก เราก็จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วพอพื้นที่ไหนมีน้ำมีชลประทาน รายได้จะสูงกว่าพื้นที่ที่ไม่มี 2 เท่า 3 เท่า เราก็อยากที่จะกระจายตรงนี้มาให้ได้มาก พิธีกร เรื่องแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องของการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืนอย่างเข้มแข็ง นายกรัฐมนตรี ผมเพิ่งไปใช้เวลาที่สภาพัฒน์ฯ กำลังจะปรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ที่จะใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่าปรัชญาความพอเพียงใช้ได้กับทุกระดับ อย่าไปมองเหมือนกับเป็นโครงการสำเร็จรูป บางทีไปหลับตานึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงแปลว่าอย่างนี้ แปลว่าอย่างนั้น เป็นโครงการลักษณะของความคิดมันไม่ใช่ มันเป็นกรอบความคิดมากกว่า กรอบความคิดที่ว่าก็คือเราจะทำอย่างไรมีความพอประมาณ ทำอะไรมันสมเหตุสมผล ทำอะไรแล้วมันมีภูมิคุ้มกันในตัวเองว่าไม่ผิด เพราะฉะนั้น ทำในระดับของตัวเอง ระดับของครอบครัวก็ได้ ในการตัดสินใจ ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เอาหลักนี้มาจับก็ได้ ทำโครงการระดับชุมชนก็ได้ ทำในเรื่องการค้าขายก็ได้ แม้กระทั่งการค้าขายระหว่างประเทศก็ได้ มองในภาพรวม อันนี้เป็นวิธีคิดมากกว่า ซึ่งขณะนี้เราก็มีการรณรงค์ผ่านหลายโครงการด้วยกัน โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนก็พยายามกระตุ้นขึ้นมา เรื่องให้เขาคิดอย่างยั่งยืนมากกว่าความคิดที่เป็นค่านิยมในหลายช่วงที่อยาก รวยเร็ว อยากรวยลัด อยากให้มีอะไรวูบวาบขึ้นมา เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ควรคิดในแบบยั่งยืนก็จะช่วยทำให้แนวความคิดในแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำมาหากิน การใช้ชีวิต เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ พิธีกร ซึ่ง อันนี้หลาย ๆ อันที่ผ่านมาก็คือเหมือนกับว่า เวลาขับรถผ่านไปตามริมทางเราจะเห็นเลยว่าในหลาย ๆ ที่ ในหลาย ๆ เรื่อง เหมือนกับการเอาขึ้นมาหาเสียงชั่วครู่ชั่วยาม และเราก็เห็นในซากปรักหักพังของสิ่งที่ไปทำทิ้งไว้อย่างไม่ยั่งยืน ไม่จริงจังเต็มไปหมดเลย ท่านนายกฯ มีแนวคิดอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่ามันเป็นความตั้งใจดีของรัฐบาลทุกชุด แต่ว่าเป็นเพราะบางทีเราไม่ฝึกให้เกิดความอดทน คือทุกอย่างอยากเห็นผลเร็ว ผมยกตัวอย่างว่าบางทีชุมชนหนึ่งประสบความสำเร็จในการคิดทำอะไรขึ้นมาสัก อย่างหนึ่ง อาจจะเป็นสมุนไพร แชมพู อะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ชุมชนอื่นก็ไปหยิบมา แล้วก็บอกว่าเขาทำได้ ทำเลย โดยไม่ได้ดูว่าที่เขาทำมา คิดมาอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร เขามีจุดแข็งอะไรอย่างไร มันเป็นลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น พอเป็นโครงการสำเร็จไป ปรากฏว่าอาจจะประสบความสำเร็จไม่ถึงครึ่งก็ได้ พิธีกร แต่เบื้องต้นก็หมายความว่าเจตนาดี นายกรัฐมนตรี คือเจตนาดี แล้วอยากเห็นผลเร็ว บางทีอันนี้เป็นปัญหาของสังคมเราเหมือนกัน ผมเองผมทำงานผมฟังจากคำถามของสื่อมวลชน ผมเห็นเลยว่าบางทีเราไม่ยอมรับในเรื่องของการที่จะใช้เวลา มีความอดทนในการแสวงหาความร่วมมือ หรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อให้เกิดความเป็นต่อ เราจะเรียกร้องว่าตกลงได้อะไร ได้หรือยัง จะได้เมื่อไหร่ ถึงเมื่อไหร่ อันนี้ยังเป็นปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าทำงานช้า เราไม่ค่อยไปดูนะครับ สมมติทำงานเร็ว 10 ครั้ง แต่ล้มเหลวทั้ง 10 ครั้ง กับทำงานที่ใช้เวลาสำเร็จ แต่อาจจะใช้เวลานานหน่อย เท่ากับทำ 5 ครั้ง จริง ๆ ทำ 10 ครั้งล้มเหลวหมด คือสูญเสียเวลาไป 10 ช่วง ผลอาจจะติดลบ แต่เราไม่ได้คิด เราไปดูเฉพาะช่วงต้น และเราก็ตื่นเต้นกับมัน แล้วเราก็ปล่อยมันผ่าน บางทีก็กลายมาเป็นปัญหามรดกตกทอดมา ทำให้คนอื่นเขาต้องมาแก้อีก พิธีกร อันนี้เป็นคำถามที่ชาวบ้านเคยถามผมนะครับว่า ขณะที่บ้านเมืองของเราดูเหมือนกับว่าต้องพึ่งตัวเลข พึ่งทุน แต่ถ้าหากว่ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้ ก็เหมือนกับทำให้ชาวบ้านเข้มแข็งขึ้น คนที่จะมาขายของกับชาวบ้าน ก็ขายได้น้อยลง การผูกขาดก็จะน้อยลง นายกรัฐมนตรี เราอย่าไปมองว่าเป็นเรื่องของสุดโต่ง ต้องพึ่งพาตนเองทั้งหมด คล้าย ๆ ปล่อยกระแสทุนอย่างเดียว ผมคิดว่าการพึ่งพาตนเองในระดับหนึ่ง มีการสร้างภูมิคุ้มกันความเข้มแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดอยู่แค่นั้น พอมีภูมิคุ้มกันมีความเข้มแข็งระดับหนึ่งแล้ว การแสวงหาโอกาสจากการค้าขาย จากการมีเงินทุนอะไรเข้ามาออกไป ก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง แต่อย่าขาดความเข้มแข็งพื้นฐานตรงนั้น จนกระทั่งเรียกว่ากระแสทุนพัดมาพัดไป แล้วหายไปเลย อย่างนั้นไม่ได้ ผมคิดว่าต้องหาแก่นของความเข้มแข็งพื้นฐานของตัวเองขึ้นมา ตรงนั้นเป็นจุดที่ผมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้น และก็จะขยายผลออกไป ทีนี้ของเราบางทีอาจจะด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันอาจจะกลับกัน ไม่ใช่ไหมครับ คืออยู่ดี ๆ มีทุนเข้ามาท่วม ระดับประเทศบางทีก็ทุนจากต่างประเทศโถมเข้ามา บางทีจากชนบทอยู่ดีๆ ก็มีอะไรสักอย่างหนึ่งโถมเข้ามา ตั้งตัวยังไม่ดี พอถึงเวลาเกิดปัญหามีความแปรปรวนปั๊บ มันก็คงจะล้มหมด บางทีเราอาจจะเลือกไม่ได้ก็ได้ว่ามันจะมาตอนไหน แต่ว่าเราต้องตื่นตัวตลอดเวลาว่า ของพวกนี้ถ้ามันมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้ามันมีความแปรปรวนผันผวน ทำอย่างไรให้เรามีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง อันนี้สำคัญ พิธีกร ที่ผมถามในเชิงรายละเอียดคงเยอะนะครับ แต่สิ่งที่ผมสนใจคือว่า โครงการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ โดยเฉพาะที่ท่านนายกฯ เดินทางมาวันนี้ ตัวชื่อมันคือ ไทยเข้มแข็ง ไม่ใช่ชุมชนเข้มแข็ง หรืออะไรเข้มแข็ง มันกำลังบอกตัวอะไรที่อยู่ใต้มิติ Trip นี้หรือเปล่าครับ นายกรัฐมนตรี ถามว่าอะไรเข้มแข็งนะครับ ถามว่าไทยเข้มแข็ง ผมก็ต้องหมายถึงทั้งประเทศไทย ประชาชนไทย และชุมชนด้วย แต่มันต้องเชื่อมโยงผูกโยงกันทั้งระบบ คือจริง ๆ ถามว่าคนไทยเข้มแข็งมีเยอะไหม ผมว่าคุณน่ะรู้ดีที่สุด ไปค้นมา ไปดูมา แปลว่ามีอยู่เยอะแยะไปหมด แต่บางทีเหมือนกับค้นไม่เจอ หลบซ่อนอยู่ ไม่สามารถดึงออกมาได้ อย่างนี้เป็นต้น ขณะเดียวกันถ้าจะบอกได้ว่าประเทศเข้มแข็ง และมาดูตัวเลขภาพรวมก็ไม่ใช่ ผมกำลังพยายามจะทำว่าทำอย่างไร 2 จุดถึงจะเคลื่อนรวมกัน คือว่าในภาพรวมของประเทศ ทำไทยเข้มแข็งครั้งนี้ แปลว่าเศรษฐกิจฟื้น แต่ขณะเดียวกันไม่ใช่ว่าตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมา โดยไม่ได้มีความหมายกับประชาชนในทุกระดับจริง ๆ เพราะฉะนั้น เราถึงบอกว่าครั้งนี้ไม่ใช่การลงทุนในบางเรื่อง และหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ เรากำลังจะเรียกว่า ใช้คำว่า ปูพรมเลย ใช่ไหมครับ ยกตัวอย่างสถานีอนามัย ทำครึ่งหนึ่งของประเทศเลยว่าจะปรับปรุงขึ้นมาให้เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริม สุขภาพให้ได้ ถนนที่รอคอยกันมาให้เป็นถนนไร้ฝุ่น ทำให้มากที่สุด เป็นล็อตใหญ่ที่สุด ก็ลงทุนให้เห็น เรื่องน้ำก็คุยกันไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ผมก็อยากเห็นตัวนี้ว่าเป็นความเข้มแข็งในทุกระดับ ตั้งแต่ประชาชน ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ พิธีกร มันมีความหมายในเชิงการยอมรับ มีความหมายในเชิงไม่ปฏิเสธความแตกต่างที่มีอยู่ในสังคมด้วยหรือเปล่าครับ นายกรัฐมนตรี คือความแตกต่าง ความหลากหลาย มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้เป็นจุดแข็งด้วย ผมย้ำมาเสมอว่าธรรมชาติของมนุษย์คือความแตกต่าง ความหลากหลาย จริงอยู่คนที่อยู่ในชุมชนสังคม หรือแม้กระทั่งประเทศเดียวกันมักจะต้องมีความเหมือนกันอยู่ระดับหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าพอมีกลุ่มคนซึ่งไม่เหมือน จะเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา หรืออะไรก็แล้วแต่ แปลว่าเราไม่สามารถที่จะเป็นสังคมที่รวมแล้วเข้มแข็งได้ หรือคำว่าความเป็นไทย จะต้องหมายถึงทุกคนทุกกลุ่มในประเทศไทยให้ได้ ไม่ใช่บอกว่าคนไทยต้องรูปร่าง หน้าตา อย่างนี้ จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ เราจะต้องทำให้เห็นว่าความเป็นไทยเกิดขึ้นได้กับคนทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้ แล้วก็มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน พิธีกร คือเราไม่สามารถจะเข้มแข็งเฉพาะในชนบท ไม่สามารถที่จะเข้มแข็งเฉพาะพ่อค้า ข้าราชการ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ อันนี้เราต้องการให้ส่วนรวมเข้มแข็งเชื่อมโยงเข้าหากันให้ได้ พิธีกร ตรง นี้ท่านนายกฯจะทำอย่างไร คือมันมีมิติของความเป็นศัตรูกันอยู่ ไม่น้อยเลยในสังคมไทย ในหมู่ของคนที่ต่อสู้เพื่อชาวบ้านก็มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับทุน นายกรัฐมนตรี ผมก็อยากจะบอกว่าความจริงประโยชน์ร่วมน่าจะเยอะกว่าความขัดแย้ง แต่เราหลายครั้งก็มักจะมองข้าม มาอยู่ด้วยกัน และบางทีเป็นเรื่องของการที่แค่มีโอกาสที่จะมาพูดคุยสื่อสารหาทางออกกัน อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ภาคธุรกิจเอง เขาก็มีความตื่นตัวมากเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นกระแสทั้งโลกเลย และหลายธุรกิจเริ่มจะมองเห็นว่าถ้าเขาคิดแต่เรื่องเศรษฐกิจ และเขาไม่เป็นมิตรกับชุมชน ไม่เป็นมิตรกับมวลชน สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้หรอก สุดท้ายก็ไปเจอกระแสสังคมต่อต้าน สุดท้ายก็จะมีปัญหากับชุมชน เป็นไปไม่ได้ ประชาชนเองแน่นอนครับต้องปกป้องบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของตัวเอง แต่จะบอกว่าปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง จะปฏิเสธการพัฒนาทั้งหมด ก็คงไม่ถูก แต่ว่าต้องดู ผมต้องบอกว่าการทำตรงนี้ต้องอยู่บนความพอดีเท่านั้นเอง พิธีกร ตอนนี้เรามาถึงโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาแล้วนะครับ รู้สึกอยากให้มีวันหนึ่งมากกว่า 24 ชั่วโมงไหมครับ อ่านต่อ วันนี้ (12 ก.ค.) เวลา 09.00 น. ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 26 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย |
|||||||||